posted on 18 Aug 2008 02:23 by hippooic in News
คัดลอกมาจากฟอร์เวิร์ดเมล์ฉบับหนึ่งค่ะ โดย From: Nalinee Thongtham <nalineeth@hotmail.com>
Subject: FW: : สครับล้างโลก
Date: Mon, 9 Jun 2008 12:29:10 +0000
เรื่องของเรื่องคือวันนี้ได้อ่านนิตยสารสารคดีฉบับล่าสุด (ปกตัวลีเมอร์)
มีคอลั่มที่พูดถึง Great Pacific Garbage Patch (ไปอ่านรายละเอียดได้ในกระทู้ที่ว่า) และเรื่องพลาสติกที่ไม่มีวันย่อยสลาย
ในบทความพูดถึงขยะปริมาณมหาศาลที่ลอยอยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิคที่ส่วนใหญ่กว่าเก้าสิบเปอร์เซ็นต์เป็นพลาสติก
และพูดถึงว่าพลาสติก แทบไม่มีทางย่อยสลายได้เลย เพียงแต่ว่าแตกตัวลงเป็นชิ้นพลาสติกที่เล็กกว่าเดิมเท่านั้นเอง
และที่น่ากลัวก็คือ พลาสติกยิ่งเล็ก ก็ยิ่งเป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม
พลาสติกชิ้นเล็กๆ สิ่งมีชีวิต (สัตว์ทะเล นกทะเล) จะเข้าใจผิดว่าเป็นอาหาร
กินพลาสติกพวกนี้เข้าไป นักวิทยาศาสตร์ในบทความ (Charles Moore) บอกว่าพบเศษพลาสติกในสิ่งมีชีวิตเช่น หนอนทะเล แมงกระพรุน
ในภาพ เป็นแมงกระพรุนบริเวณดังกล่าว มีเศษขยะพลาสติกพันอยู่
ภาพจาก http://science.howstuffworks.com/great-pacific-garbage-patch.htm
![]()
เศษใหญ่ๆ (เช่นเชือก แห) ก็พันสัตว์น้ำ
เศษที่เล็กลงมาก็ถูกกินโดยสัตว์ทะเล และนกทะเล
ในภาพเป็นซากนกอัลบาทรอส ที่กินเศษพลาสติกเข้าไปเพราะนึกว่าเป็นอาหาร
มันจะไม่ตายเพราะพลาสติก แต่จะตายเพราะท้องจะเต็มกินอาหารไม่ได้อีก และขาดสารอาหารตาย
ในบทความ (ในสารคดี) บอกว่านักวิทยาศาสตร์ในบทความพบว่ามีชิ้นพลาสติกเฉลี่ย 44 ชิ้นในซากนกตายที่เขาพบ
ภาพนี้จาก http://www.sanrafaelvolunteers.org/clean/why_litter_hurts.htm
ก่อนอื่น ต้องเข้าใจกันก่อนว่าพลาสติกส่วนใหญ่ในโลกเราเนี่ยมันย่อยสลายไม่ได้
(พลาสติกยุคแรก จนป่านนี้มันยังอยู่เลย) ที่เป็นอยู่คือมันเสื่อมสภาพ แตกตัวออกเป็นชิ้นเล็ก ชิ้นน้อย
ทั้งจากแสงแดด การขัดสี ฯลฯ แต่มันไม่ได้หายไปไหน (หรือเปลี่ยนรูปไปเป็นอย่างอื่น) มันแค่แตกเป็นชิ้นเล็กลงเท่านั้นเอง (เอาล่ะ ใครเรียนหรือจบทาง polymer science มาแก้ให้ผมด้วยครับ)
ปัญหาก็คือ พอมันเล็กลงเรื่อยๆ เล็กจนเป็นระดับไมโครเมตร (มองด้วยตาไม่เห็น) เมื่อมันเล็กขนาดนั้น
มันจึงถูกแพลงต้อนสัตว์ (สัตว์ขนาดเล็กที่เป็นห่วงโซ่อาหารระดับล่างๆ) กินเข้าไป และก็เมื่อมันถูกกินด้วยสัตว์ที่ใหญ่ขึ้นไปอีก มันก็จะอยู่ในห่วงโซ่อาหาร (รวมทั้งสารพิษจากพลาสติกด้วย)
นายมัวร์ (นักวิทยาศาสตร์ในบทความ) ทำการศึกษาโดยการเก็บตัวอย่างน้ำบริเวณ Great Pacific Garbage Patch พบว่า อัตราส่วนของพลาสติกต่อแพลงต้อนเป็น 6:1 (ต่อน้ำหนัก) แสดงว่า ในน้ำที่เค้าเก็บตัวอย่างมา มีพลาสติกมากกว่าสิ่งมีชีวิตถึง 6 เท่านั่นเอง
ไอ้เม็ดบีดส์ ไมโครบีดส์ ไมโครสครับ หรือจะเรียกว่าอะไรก็แล้วแต่นั่นน่ะ
ส่วนใหญ่แล้วมันทำมาจากพลาสติก Polyethylene (หรือพลาสติกชนิดอื่น)
ไม่เชื่อลองเดินเข้าไปดูในห้องน้ำ พลิกโฟม หรือครีมอาบน้ำที่เป็น scrub หรือ exfoliating อะไรพวกนี้ดูครับ
(ผมลองดูที่บ้านแล้ว สองยี่ห้อ นีเวียฟอร์เม็นสครับ กับเคลียราซิลสครับ มี polyethylene ทั้งคู่เลย)
เม็ดบีดส์พวกนี้ มันเล็กมาก และพอมันไหลผ่านหน้า ผ่านตัวเราไปแล้ว มันก็ลงดิน หรือลงแหล่งน้ำนั่นแหละครับ
สุดท้าย ก็ไหลลงไปรวมในทะเล ในมหาสมุทร กลายเป็นไข่กุ้ง ไข่ปลาปลอมๆ ให้สิ่งมีชีวิตในทะเลกินเข้าไป
แล้วสุดท้าย เราก็กินอาหารทะเลอยู่ดี มันก็ต้องวนกลับมาหาเรานั่นเอง (นี่คิดแค่ว่ามันจะมีผลอะไรกับเรา ไม่ได้มองว่าไข่กุ้งปลอมๆ นี้มันจะทำให้สิ่งมีชีวิตตายไปอีกเท่าไหร่นะครับ)
ซากนก
ผมลอง search จากเว็บต่างประเทศดูเล่นๆ ว่าผลิตภัณฑ์ไหนมี polyethylene บ้าง ผลก็เป็นตามลิ้งค์นี้ครับ
http://www.drugstore.com/search/search_results.asp?srchtree=1&Ntt=polyethylene&N=4294966356&Ne=%2D2&in_nav=1&Ntx=mode%2Bmatchallpartial&Ntk=All
ใครสนใจรายละเอียด
อาจจะซื้อสารคดีมาอ่าน (ผมเชียร์ นิตยสารดีมีประโยชน์)
หรือจะตามอ่านจากลิ้งค์ในกระทู้นี้ก็ได้ครับ
http://www.orionmagazine.org/index.php/articles/article/270/
http://en.wikipedia.org/wiki/Great_Pacific_Garbage_Patch
http://www.greatgarbagepatch.org/
http://www.mindfully.org/Plastic/Ocean/Moore-Trashed-PacificNov03.htm
http://www.worldwithoutus.com/index2.html
ลูกนกอัลบาทอส
และของในท้องของมัน (พ่อแม่คาบอาหารพลาสติกมาป้อน)
อ่านเต็มๆ ได้ที่นี่
http://www.oceanslive.org/portal/index.php?module=pagesetter&type=file&func=get&tid=3&fid=document&pid=36
![]()
ส่วนนี่ปลาซิกซ์แพ็ค
เต่าที่ติดในห่วงพลาสติกที่ใช้ยึดกระป๋องเบียร์แบบ 6 กระป๋อง (six pack)
จากคุณ : ชา [ 28 พ.ค. 51 03:59:11
posted on 29 Jun 2008 04:05 by hippooic in News
จำได้ถึงความอึดอัดขัดใจเป็นที่สุด
เมื่อต้องหย่อนโยนถุงพลาสติก กระป๋องเปล่า และขวดนม
ทั้งหมดลงในถังขยะใบเดียวกัน ซึ่งทำหน้าที่รองรับ “ของเหลือ”
จากการบริโภคของเรา หนักหน่อย แทนที่จะทิ้งก็เก็บไว้
นำมาตั้งเรียงแถวตามขอบหน้าต่างบ้าง หลังตู้เสื้อผ้าบ้าง พอรู้ว่ามีจุดรับ
ขยะเพื่อนำกลับไปใช้อีก (Recycle)ก็สบายใจ
กะว่าสักวันจะขนขยะเหล่านั้นไปทิ้งให้ถูกที่
ความคับข้องใจที่เกิดขึ้น ว่าไปแล้วก็อาจเป็นพฤติกรรมประหลาดของคนบางกลุ่ม ผู้อ่อนไหวกับเรื่องของเหลือและปัญหาสิ่งแวดล้อม
ไม่มีข้อมูลว่านักเรียนไทยเป็นอย่างไร แต่ในโลกตะวันตก
นักเรียนนักศึกษาหลายคนมีอาการที่ว่านี้ ขณะเดียวกัน
อีกหลายคนก็ไม่ได้ใส่ใจอะไรมากมายกับเรื่องทำนองนี้
แม้แต่นักเรียนวิทยาศาสตร์สิ่งแวดล้อม
จริงอยู่ที่ยุคสมัยนี้ ใครๆ ก็มีอิสระที่จะเลือก ทำอะไร และไม่ทำอะไร
แต่น่าจะมีอะไรอีกบ้างไหมที่พวกเราควรตระหนักและบังคับตัวเองให้ปฏิบัติตาม
ขยะสารพัดชนิด ไม่ว่าจะเป็น กล่องนมดื่ม หากรินหมดแล้ว
เราก็น่าจะนำมากลั้วน้ำ ล้างให้สะอาด กระป๋อง และขวดแก้ว ก็เช่นกัน
หากเป็นขยะประเภท แผ่นฟอยล์ (aluminium foil) เราก็ควรล้างและเช็ดผึ่งไว้
พอแห้งจึงแยกเก็บใส่กล่อง เตรียมไว้ทิ้งคราวเดียว
เมื่อครัวสะอาดสะอ้านน่าใช้ เราก็สบายตา เกิดความรู้สึกสบายใจ ชีวิตสดใส
ไม่ขุ่นมัว ไม่ขุ่นมัวที่ได้จัดการของเหลือของเราอย่างที่ควรจะเป็น
ไม่เป็นภาระต่อใครหรือต่อโลก สำหรับสังคมไทยแล้ว
เท่าที่เห็นทั่วไปยังไม่สบายใจเท่าใดนัก
แม้แต่กลุ่มคนที่ทำงานด้านมาตรการจัดการกับขยะ
พวกเขากลับไม่จริงจังกับภารกิจที่ได้รับมอบหมายเท่าใดนัก
กฎระเบียบ หรือข้อกำหนด การจัดการขยะในบ้านเราทุกวันนี้
ยังไม่มีอะไรออกมาเป็นกฎหมายบังคับใช้ ที่สุดก็ไม่มีใครสนใจ
หรือใส่ใจที่จะจัดการขยะ หรือของเหลือของตัวเอง
ประชาชนและข้าราชการอีกหลายคนก็ยังทานอาหารจากกล่องโฟม
ปะปนขยะสารพัดในถังใบเดียวกัน ทิ้ง “ที่เหลือ” ของตนให้พ้นตัว
ไม่คิดอะไรต่ออีกว่า จะเกิดอะไรขึ้นกับของที่เหลือเหล่านี้
ข้อมูลจากรายงานฉบับหนึ่งของฝ่ายประชาสัมพันธ์ กรมควบคุมมลพิษ ชื่อ
“หลักโครงการลดการใช้พลาสติกและโฟม” ปี 2547 สำรวจพบว่า
อัตราการผลิตขยะจากพลาสติกและโฟมทั้งประเทศ มีจำนวนมากถึง 2.6
ล้านตันต่อปี หลายคนฟังแล้วอาจคิดว่าตัวเลขนี้ไม่สูงนัก
แต่หากวาดภาพกองขยะนี้ ก็อาจกองโตมหึมา เทียบได้กับซากรถเก๋งจำนวนถึง 2.6
ล้านคันเลยทีเดียว
กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ผลิตขยะพลาสติกและโฟม วันละ 1.3 แสนตัน
ในจำนวนนี้กว่าร้อยละ 60 เป็นถุงที่เรียกกันว่า “ก็อบแก็บ” จากห้าง
รวมทั้งขวดบรรจุนม ขวดน้ำ และเครื่องดื่ม ซึ่งผลิตจากสารโพลีเอทิลีน
(Polyethylene) ถัดมาเป็นพลาสติกโพลีโพรพิลีน (Polypropylene)
ที่ใช้ทำถุงแกง ถุงขนมขบเคี้ยว หลอดยาสีฟัน โฟมล้างหน้า แชมพู ครีมนวด
ที่เหลือคือโพลีสไตรีน (Polystyrene
จำพวกกล่องถ้วยจานโฟมที่ตกค้างปะปนอยู่ในขยะมูลฝอยชุมชน
ว่าไปแล้ว ถึงแม้ขยะพลาสติกและโฟมเหล่านี้จะมีเพียงร้อยละ 20
ของขยะทั้งหมด
แต่สิ่งเหล่านี้กลับน่าวิตกเพราะเป็นพลาสติกที่ย่อยสลายได้ยาก
และแม้จะรีไซเคิลได้ แต่หากเปื้อนเศษอาหารก็ยากจะจัดการที่ปลายทาง
นี่ยังไม่นับรวมที่เข้าไปอุดตันท่อระบายน้ำ
ไปจบสุดท้ายที่กระเพาะปลาผู้โชคร้าย หรือกลายเป็นทัศนะอุจาดตามชายหาด
แหล่งท่องเที่ยวตามธรรมชาติ
จากการสำรวจทัศนคติและความรู้ของประชาชนทั่วไปในรายงานฉบับดังกล่าวพบว่า ผู้คนส่วนใหญ่รู้ดีว่าพลาสติกและโฟมเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมเนื่องจากย่อยสลายพวกมันได้ยาก
ทั้งการกำจัดขยะส่วนใหญ่ก็ยังใช้วิธีการฝังกลบ
เพราะหากใช้วิธีเผาก็จำต้องใช้ความร้อนที่สูงมาก ไม่เช่นนั้นจะเกิด
“ไดออกซิน” สารอันตรายที่ก่อมะเร็งและทำลายระบบนิเวศ
นอกจากนี้ พวกเขาเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์
เห็นด้วยกับการลดการใช้พลาสติกและโฟม แต่ปัญหาคือจะทำอย่างไร
เราถึงจะลดการใช้พลาสติกและโฟมได้
ในเมื่อสิ่งเหล่านี้อยู่รอบตัวเราทั้งนั้น
รายงานฉบับนี้ยกตัวอย่างด้วยว่า ประเทศอื่นๆ
ก็กำลังคิดหาวิธีจัดการกับปัญหานี้ ใกล้เราที่สุดเห็นจะเป็น ไต้หวัน
นั่นคือ เมื่อกลางปี 2545 ไต้หวันได้ออกประกาศนโยบายจำกัดการใช้ถุงพลาสติก
(Plastic shopping bag use restriction policy)
โดยมีผลบังคับห้ามไม่ให้ร้านค้าให้ถุงพลาสติกและกล่องโฟมโดยไม่คิดราคา
ไม่เช่นนั้นจะมีโทษปรับถึง 100,000 ไต้หวันดอลลาร์ แน่นอน
บริษัทผู้ผลิตต่างออกมาคัดค้านกันยกใหญ่
ทว่ารัฐก็ตอบโต้ด้วยการให้รางวัลแก่ผู้ที่ยอมปฏิบัติตาม
ถัดมาอีกนิด ที่แอฟริกาใต้ ปีเดียวกันก็ออกกฎหมายห้ามผลิต จำหน่าย และ ใช้ถุงพลาสติกชนิดบาง ซึ่งเคยถูกเรียกแบบเสียดสีว่าเป็น “ดอกไม้แห่งชาติ”
เนื่องจากถุงที่ถูกทิ้งขว้างลอยลมละลิ่วไปติดห้อยตามกิ่งก้านบนต้นไม้ริมทาง
บานสะพรั่งเป็นทิวแถวทุกฤดูกาล หลังการประกาศก็มีคนยากไร้ออกมาคัดค้าน
ขณะเดียวกัน หลายคนกลับเห็นด้วยและสนับสนุนข้อกฎหมายนี้อย่างแข็งขัน
ส่วนเกาหลี ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย ไอร์แลนด์ และอังกฤษ
ก็เริ่มมีการจัดเก็บภาษีถุงพลาสติกกันแล้ว
ห้างร้านต้องขายถุงให้ลูกค้าแทนที่จะแถมให้ไปกับสินค้า
ส่งผลให้เกิดการลดจำนวนการใช้พลาสติกได้ถึงร้อยละ 70 – 90
หันมามองประเทศไทยปัจจุบันก็ยังไม่มีกฎหมายโดยตรงใดๆ
สำหรับจัดการปัญหาเรื่องพลาสติกและโฟม จะมีก็เพียงมาตรการ ตั้งแต่
รณรงค์ประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ผู้ประกอบการลดการผลิตบริโภคพลาสติกและโฟมโดยสมัครใจ
อาทิ กระบวนการผลิตที่สะอาด และการออกแบบบรรจุภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม
ตลอดจนการสนับสนุนให้เกิดเครือข่ายลดการใช้พลาสติกและโฟมให้มากขึ้น
ด้านผู้กำหนดนโยบายหรือภาครัฐเองก็คงตัดสินใจแก้ไขปัญหานี้ได้ไม่ง่ายนัก
เพราะพลาสติกและโฟมยังเป็นปัจจัยการผลิตที่สำคัญในอุตสาหกรรมหลายประเภท
ดังนั้น ผู้บริโภคอย่างเราๆ ท่านๆ
จึงเป็นกุญแจสำคัญที่จะเลือกใช้อะไรและจะจัดการกับขยะของตัวเองอย่างไร
มิให้เป็นภาระกับผู้อื่นและโลก ไม่สงสารหรือละอายลูกหลานของเราบ้างเลยหรือ
หากพวกเขาออกปากตัดพ้อรำพึง และต่อว่าคนรุ่นพวกเราว่า เห็นแก่ตัว ไม่คิดถึงชีวิตของคนรุ่นเขาเลย
คัดลอกมาจาก http://happymedia.blogspot.com/2007_02_01_archive.html
ชีวิตรื่นรมย์ // ฉบับ 2 ม.ค. 2550
วนิสา สุรพิพิธ
สนับสนุนโดย กลุ่มสื่อสร้างสรรค์ และศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล
เขียนโดย
Karnjariya Sukrung
posted on 28 Jun 2008 10:26 by hippooic in News
เมื่อคืนนั่งดูหนังเรื่อง Pay it
forward ซึ่งเป็นหนังแนะนำ “ควรชม”
ในเวบ www.live-the-solution.com หนังดีมากๆ ได้ข้อคิดหลายด้าน (เทรเวอร์
เด็กชายชั้นประถมผู้จุดประกายให้ผู้ใหญ่หันมาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน Pay it
forward)
ต่อเนื่องจากหนังเมื่อคืน
เราก็ยังคงความคิดห่วงใยเกี่ยวกับ “โลก”
ใบนี้อยู่ หนังที่ดาวน์โหลดไว้กว่าสองวันขึ้นก็เสร็จพอดี (หนังสารคดีเรื่องนี้ชื่อ
Hawaii-message in the waves ของ BBC natural world
ซึ่งสามารถดาวน์โหลดมาชมได้ ความจุหนัง 3 GB)
ดูหนังทั้งสองเรื่องจบ (เป็นการผสมผสานกันอย่างลงตัวแบบบังเอิญ)
รู้สึก.............. ตื่นตาตื่นใจกับความสวยงามของทะเล กินใจ จับใจ สลด เศร้ากับผลกระทบของพลาสติกต่อทิวทัศน์
สัตว์ทะเลทั้งหลาย กระตุ้นจิตสำนึก
ได้อย่างล้นหลาม ขนาดที่ว่าลุกขึ้นกระโดด ดูหนังอยู่ก็น้ำตาคลอ บางช่วงก็ตีอกชกหัว
ดูจบก็นั่งนิ่งๆทบทวนข้อความที่ได้รับจากหนังทั้งสอง เรื่อง
ถามตัวเองว่าจะผสมผสานข้อคิดที่ได้จาก หนึ่งหนังและหนึ่งสารคดีได้อย่างไร อือ..........................................................................................................